แก้ปัญหาแมวหลง

แมวหลง แก้ปัญหาด้วยการทำหมัน

แก้ปัญหา แมวหลง ได้ด้วยการทำหมัน

หากวันหนึ่งเราพบว่าน้องแมวที่เลี้ยงดูเสมือนสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัวหายตัวไป สำหรับคนเลี้ยงและดูแลน้องมากับมือคงจะว้าวุ่นใจเป็นอย่างมาก และบางคนอาจจะสรรหาวิธีต่างๆ นานาเพื่อที่จะให้น้องกลับมาบ้าน แต่รู้หรือไม่ต้นเหตุของแมวหลงหายออกจากบ้านส่วนใหญ่นั่นมาจากอาการติดสัด ซึ่งพอรู้แบบนี้แล้ววิธีแก้ที่ดีที่สุดจึงเป็นการทำหมันแมวนั่นเอง

                สำหรับ แมวหลง เป็นสิ่งที่ทาสแมวบางคนต้องเผชิญอย่างช่วยไม่ได้ นั่นเพราะแมวเป็นสัตว์ที่อยากรู้อยากเห็น การหลุดออกจากบ้านในแมวที่เลี้ยงด้วยระบบปิดจึงเหมือนเป็นการได้พบเจอกับโลกใบใหม่ที่ทำให้น้องๆ อยากรู้อยากเห็น แล้วอาจทำให้หลงเดินไปในที่ที่ไม่รู้จักจนไม่ทันได้สังเกตหรือจดจำทางกลับบ้าน และในแมวที่เลี้ยงระบบเปิดก็มีสิทธิ์ที่จะเจอปัญหาแมวหลงหายออกจากบ้านได้เช่นกัน อย่างกรณีที่น้องแมวเกิดอาการตกใจบางอย่างจนวิ่งหายเตลิดไป ไม่ว่าจะเป็นเสียงดังหรือการวิ่งหนีสุนัข หรือแม้แต่การเดินตามกลิ่นฟีโรโมนที่ชื่นชอบจนไปไกลกว่าอาณาเขตที่ตนคุ้นเคย

และอีกปัจจัยที่มองข้ามไม่ได้และสร้างปัญหา แมวหลง หายได้ทั้งแมวที่เลี้ยงระบบปิดและระบบเปิดนั่นก็คือ “อาการติดสัด” ซึ่งในแมวเพศผู้มักมีความเสี่ยงต่อการหลงมากที่สุด เนื่องมาจากน้องออกเดินตามหาคู่เพื่อมาผสมพันธุ์ เพราะแบบนั้นการทำหมันจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับบ้านที่ไม่ได้ต้องการสมาชิกแมวเพิ่ม หรือไม่อยากให้น้องหลงหายไปนั่นเอง

                จากการศึกษาที่มีการนำมาตีพิมพ์ในนิตยสาร American Association of Veterinary Medicine พบว่า “การทำหมันแมวช่วยลดพฤติกรรมการตระเวนออกหาคู่มาผสมพันธุ์ได้ถึง 90%” นั่นจึงบ่งบอกว่าการแก้ไขด้วยวิธีนี้สามารถลดปัญหาแมวหายได้ถึง 90% ด้วยเช่นกัน

                นอกจากนี้การทำหมันแมวยังให้ประโยชน์ที่มากกว่าการป้องกันแมวหายด้วย นั่นคือ

  • ช่วยลดการตั้งท้องที่ไม่พึงประสงค์ของแมวเพศเมีย
  • ลดโอกาสการติดเชื้อจากการต่อสู้เพื่อแยกตัวเมียของแมวเพศผู้
  • ลดการเกิดอุบัติเหตุไม่คาดฝันจากการที่น้องแมวออกตระเวนหาคู่

เช่นนั้นแล้วเราจะเห็นได้ว่าการยอมให้น้องแมวเจ็บตัวเพียงครั้งเดียวสามารถช่วยไม่ให้น้องแมวต้องเจ็บตัวอีกบ่อยครั้ง ทั้งจากการต่อสู้และโรคร้ายที่แฝงตามมา และก่อนจะพาแมวไปทำหมันควรศึกษาข้อปฏิบัติทั้งก่อนพาไปและระหว่างดูแลน้องแมวที่ทำหมันแล้วด้วย เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ซึ่งหากอยากได้ความชัวร์ควรปรึกษากับสัตวแพทย์ที่เราไว้ใจหรือโรงพยาบาลหรือคลินิกสัตว์ที่น้องมีประวัติการรักษาก่อนจึงจะเป็นการเตรียมความพร้อมที่ดีที่สุด

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *